Wednesday, May 21, 2008

ชายหรือหญิง

อ๊ะๆ อย่างเพิ่งด่วนสรุปจากชื่อเรื่องว่าน้องไข่ปลาจะมีพฤติกรรมสับสนทางเพศแต่อย่างใด เพราะแค่สับสนทางสายพันธุ์ก็เป็นที่โจษขานกันพอแล้ว นี่ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 พ.ค. พาคาเวียร์ไปออกงานวันเกิดของเพื่อน แขกที่งานทุกคนก็ชมน้องไข่ปลาว่า น่ารักอย่างโน้นอย่างนี้ ไอ้เราก็หน้าบาน(กว่าเดิม) คาเวียร์ก็เหมือนบ้ายอ ยิ่งมีคนชม ก็ยิ่งวิ่งรอบห้อง โชว์พาวว์สุดชีวิต และแล้วก็ถึงคราวเปิดเผยสายพันธุ์ที่แท้จริง ของคาเวียร์ต่อหน้าสาธารณชนที่งานเลี้ยง เมื่อมีน้องคนนึงพยายามจะมาสอน พร้อมสาธิตแม่ไข่ปลาให้ดูว่า แมว(ปกติทั่วไป)เค้าชอบเล่นอะไรยังไงกัน
"พี่ต่อ พี่ต้องไปเอากระดาษทิชชู่มานะ ทำให้หมาดน้ำหน่อยๆ แล้วปั้นเป็นก้อนกลมๆ อย่าใหญ่มาก แต่ก็อย่าเล็กเกินไป แล้วกลิ้งให้เค้าเล่น เพราะแมวเนี่ย จะชอบใช้สองเท้าหน้าเขี่ยก้อนทิชชู่ไปมา" ว่าแล้วน้องเค้าก็ดีมอนสเทรตให้เห็นกับตา เริ่มแรกไปได้งามเลยทีเดียว คาเวียร์ใช้สองแขน เอ้ย สองขาหน้าได้อย่างคล่องแคล่ว โดยมีน้องคนนี้กลิ้งก้อนทิชชู่โต้ตอบ เผลอแป๊บเดียว น้องเค้าร้องขึ้นมาว่า "เฮ๊ยยย" ทุกคนรวมทั้งพ่อและแม่ไข่ปลาก็หันไปมอง คาเวียร์ค่ะ หรือนังน้องไข่ปลานี่แหล่ะ คาบก้อนทิชชู่หน้าตั้งวิ่งหนีไปซะงั้น น้องเค้าก็มองตามแล้วบอกว่า "ผมไม่เคยเห็นแมวคาบของวิ่งหนีอ่ะ เหมือนหมาเลย" แม่ะ ... พ่อแม่ไข่ปลาได้แต่อมยิ้มอย่างภูมิใจ

เหมือนหมาเหมือนแมวนี่มันยังดูได้ง่ายเน๊อะ แต่ชายหรือหญิง เพศที่แท้จริงของคนยังดูยากเล๊ย นับประสาอะไรกับเพศแมว (แ่ห่ะๆ เอาไปโยงกันง่ายๆซะงั้น)

เนื่องจากแม่ไข่ปลาจะต้องกลับไปทำงานรับใช้มหาวิทยาลัยในเร็ววันนี้ และรู้แล้วว่าตารางการทำงานนั้นค่อนข้างจะเอี้ยดมากๆ เลยอยากจะหาน้องสาวแมวเหมียวมาเป็นเพื่อนเล่นกับคาเวียร์ ตอนแรกว่าจะไปซื้อมา
โทร.นัดเจ้าของไว้แล้วด้วย ตัวสีเทา น่าร๊ากกกก แต่หนึ่งวันก่อนจะไปซื้อ มีรุ่นน้องคนนึงโทร.มาบอกว่าแมวเปอร์เซียที่บ้านออกลูกมา 4 ตัว จะให้ 1 ตัว เราเลยบอกว่าอยากได้ตัวเมียนะ น้องเค้าก็บอกว่า ตอนนี้ยังดูเพศไม่ออก สีอะไรก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ไอ้เราก็นึกว่า น้องคนนี้อ่อนหัดจริงๆ มันจะไปยากอะไร๊ แต่ไม่เป็นไร เราไม่รีบอยู่แล้ว รอให้ลูกแมวกินนมแม่ไปซักเดือนนึงก่อน แล้วค่อยมาเลือก ก่อนครบเดือน น้องเค้าโทร.มาอีก อยากให้เรามาเลือกไว้ว่าจะรับตัวไหนไปเลี้ยง แต่เค้าก็ยังดูเพศไม่ออกเหมือนเดิม เพื่อความชัวร์ เราเลยโทร.ไปปรึกษาหมอต้อมเจ้าเก่า หมอคอนเฟิร์มว่า การดูเพศของลูกแมวนั้นค่อนข้างยากมาก แต่หมอให้ข้อสังเกตว่า "ถ้ารูฉิ้งฉ่องกับรูอึ๊มันอยู่ติดๆกัน ก็เป็นตัวเมีย ถ้ามีระยะห่างระหว่างสองรูนี้ ก็เป็นตัวผู้"

ฟังดูไม่น่ายากนิ พ่อแม่ไข่ปลาเลยพกความมั่นใจไปเต็มกระเป๋า เราใช้เวลาไปประมาณ 1 ชั่วโมง กับการแหวกขาหลังของลูกแมวทั้งสี่ตัว ตัวละล้านรอบได้มั๊ง น้องเจ้าของแมวอดขำไม่ได้ แถมวิจารณ์ประมาณว่า "ผัวเมียคู่นี้ดูโรคจิต(วิตถาร)จัง" หึหึ แต่ท้ายที่สุด สองผัวเมียนี้ก็ต้องถอยทัพกลับบ้าน มาโดยที่ไม่รู้เพศแมวซักกะตัว แถมกลับมาบ้าน ยังมาแหวกดูของคาเวียร์อีก มันเจ็บใจว่าทำไมมันดูไม่ออกอ่ะ แต่เราก็ยังไม่ละความพยายาม อาทิตย์ต่อมาพ่อแม่ไข่ปลาอาสาพาลูกแมวไปคลีนิกสัตว์ แถวบ้านเจ้าของแมว ไม่อยากจะบอก หมอนะ ทั้งแหวกขา ทั้งลูบ ทั้งคลำ ทั้งบีบ (ติดเรทเล็กน้อย ผู้ปกครองควรพิจารณา) ท้ายสุด หมอบอกว่า "มันดูยากจริงๆนะเนี่ย หมอก็ยังไม่อยากฟันธง สิ้นเดือนพามาให้ดูอีกทีก็แล้วกัน" เหอ เหอ ขนาดหมอยังถอยเลย นับประสาอะไรกับพ่อแม่ไข่ปลามือใหม่หัดเลี้ยงแมวอย่างเรา

มีรูปมาฝากด้วยนะ อิอิ อย่าเพิ่งต๊กกะใจกัน ไม่ได้ไปถ่ายรูปอวัยเพศแมวมาหรอกค่ะ แม่ไข่ปลาเคยไปปรึกษาพี่ใจดีคนนึงเกี่ยวกับเมล็ดข้าวสาลีที่จะเอามาปลูกให้คาเวียร์กิน (พี่คนนี้ส่งเมล็ดข้าวมาให้ทดลองปลูกฟรีๆเลย)และพี่ใจดีคนนี้ก็ได้ส่งรูปการดูเพศแมวมาให้ดูด้วย ถือซะว่า เป็นเพศ(แมว)ศึกษาก็แล้วกันนะคะ


















เดี๋ยวเจ้าป้าจะเคือง หาว่าไม่มีรูปน้องไข่ปลามาให้ชมเชย เอาเป็นแบบรวมมิตรเลยละกัน




















อ้อ...พี่ใจดีคนที่ต่อปรึกษาเรื่องเมล็ดข้าวสาลีเค้าฝากประชาสัมพันธ์มาว่า ถ้าใครอยากได้แมวไปเลี้ยงที่บ้านแบบฟรีๆ จะมีโครงการที่ช่วยหาบ้านให้น้องแมวเหมียว
ที่สวนจตุจักรประมาณวันที่ 30 พ.ค.นี้ มีแมวหลายเพศ หลายพันธุ์และหลายวัย มาให้เลือกเพียบ ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อกลับมาได้เลยนะึคะ

Friday, May 9, 2008

น้องไข่ปลา หมาหรือแมว?

วันนี้ไปเจอป้าเป้มา นั่งคุยถึงคนนู้นคนนี้เป็นชั่วโมง (เอ..มันเหมือนนินทารึเปล่าน้อ)
ตั้งใจจะไปขอยืมตำรามาเตรียมการสอนแท้ๆ เม้าท์ซะเกือบลืม ต้องกลับบ้านมา
มือเปล่าซะแล้น ก็นะ คุยไปกินไป เพลินซะไม่มี

ส่วนใหญ่ก็คุยเรื่องลูกๆหลานๆ คนนั้นน่ารักอย่างนั้น คนนี้น่ารักอย่างนู้น
พอป้าเป้ถามถึงคาเวียร์ แม่ไข่ปลาเลยได้โอกาสโอ้อวดสรรพคุณซะเป็นขบวน
เลยถือโอกาสมาเล่าซ้ำออกสู่สาธารณชนอีกครั้ง

สรรพคุณอันโดดเด่นของน้องไข่ปลาไฮโซก็คือ คุณเธอมีนิสัยใจคอหลายๆอย่าง
เหมือนน้องหมา ซึ่งต้นเหตุก็มาจากแม่ไข่ปลานี่เแหล่ะ ตอนแรกก็ไม่ได้เอะใจอะไร
จนกระทั่งเพื่อนมาที่บ้าน แล้วพยายามจะเรียกคาเวียร์ โดยใช้เสียง เมี๊ยวๆ
เรียกเท่าไหร่เจ้าหล่อนก็ไม่สนใจ ตาไม่มอง หูไม่กระดิก เพื่อนเลยถามว่า
มันหูหนวกรึเปล่า ก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า เราไม่เคยใช้เสียงเมี๊ยวเรียกคาเวียร์เลย
ทุกครั้งจะทำเสียงจุ๊ๆกับผิวปาก จนถึงทุกวันนี้ คาเวียร์ก็ยังไม่รู้จักเสียงเมี๊ยวๆ
และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวันก่อนมีเสียงแมวกัดกันดังมากกกก ไอ้เราก็หันไปดูคาเวียร์ อยากเห็นว่าจะมีอาการอะไรยังไงมั๊ย แต่ปรากฏว่าเฉยค่ะ ไม่มีปฏิกิริยาใดๆทั้งสิ้น

นิสัยอีกอย่างที่แม่ไข่ปลาสังเกตคือ คาเวียร์หูดีมาก เวลาได้ยินเสียงว่าโอปกำลังจะเดิน
มาเปิดประตูเข้าบ้าน จะทำหูตั้ง ตาตื่น เราก็เลยส่งเสริมโดยการทำเสียงตื่นเต้นว่า
"ใครมาอ่ะ ใครมา" เจ้าหล่อนก็จะวิ่งหน้าตั้งไปรอรับโอปทันที แต่จะไปแค่นั่งรอ
ให้อุ้มเท่านั้นนะ ไม่มีการกระโดดโลดเต้นมาเกาะขาเหมือนหมา ถ้าทำได้คงเริ่ดน่าดู

นอกจากนี้ แม่กับลูกไข่ปลาจะชอบวิ่งไล่จับกันบ่อยๆ ตอนนั้นโทร.คุยกับพี่คนนึง
ที่ดูแลชมรมคนนิยมแมว ก็เล่าให้แกฟัง แกก็บอกว่า แมวชอบให้วิ่งไล่ เราก็บอกว่า
ของเรามีผลัดกันด้วยนะ ผลัดกันวิ่งไล่ พี่เค้าก็อึ้งๆ แล้วบอกว่า "ปกติแมวไม่ค่อย
วิ่งไล่คนหรอก พี่ว่า เหมือนหมาเลยค่ะ" ภูมิใจจังเลยวุ้ย เลี้ยงแมวเป็นหมาได้

ช่วงที่โม้เรื่องคาเวียร์ ป้าเป้ถามว่า คาเวียร์ทำธุระหนักเบาที่ไหน ยังไง
เป็นที่เป็นทางรึเปล่า อย่างที่เคยเล่าว่า ตอนที่คาเวียร์มาอยู่ใหม่ จะชอบฉี่ใกล้ๆ
กล่องกระดาษ ต้องคอยวิ่งไปอุ้มมาใส่กระบะทราย (แต่เรื่องอึ๊ไม่มีปัญหา)
มีคนที่คอนโดฯแนะนำว่า เวลาเอาทิชชู่ไปเช็ดฉี่แล้ว ให้เอาทิชชู่อันนั้นมาใส่
กระบะทราย เค้าจะได้ตามมา แล้วก็ได้ผล ทุกวันนี้คาเวียร์มีวินัยสูงมาก
ทำธุระหนักเบาในกระบะทรายทุกครั้งไม่มีบกพร่อง แถมกลบซะมิดชิดอีกด้วย

ตบท้ายด้วยรูปกิจวัตรของคาเวียร์ กิน นอน เล่น แล้วก็ปล่อยของเสีย













ต้องขอขอบคุณคุณแม่ลูกสามสำหรับโปรแกรมจัดรูปด้วยนะคะ
ดูไฮโซขึ้นเยอะเลย

Monday, May 5, 2008

ของเหลือแบบหรู

เมื่อช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา พ่อกับแม่ไข่ปลาต้องไปออกงาน หึหึ สร้างภาพอีกละ ลืมตัวทุกที จริงๆแล้วไปปาร์ตี้ี้ธรรมดาๆเท่านั้นแหล่ะ งานแรกนี่ไปสังสรรค์ drink drank drunk กับเพื่อนพ่อไข่ปลา ส่วนงานที่สองเป็นเบิร์ธเดย์ปาร์ตี้ของพี่เขยแม่ไข่ปลา แต่ไม่ว่าจะเป็นงานของญาติโยมฝ่ายไหน พ่อไข่ปลาก็ต้อง cook เองอยู่ดี เพราะแม่ไข่ปลาเก่งแต่ช่วยเจ้ากี้เจ้าการอย่างเดียว ถึงแม้ว่าจะลงมือทำอาหารเองไม่เป็น แต่แม่ไข่ปลามักจะมีประโยคที่พ่อไข่ปลาต้อง(ทน)ฟังอยู่เสมอๆ เช่น ไม่ต้องใช้อันนี้เหรอ แล้วทำไมไม่ใส่อันนี้ก่อน น่าจะทำอันนี้ก่อนนะ ฯลฯ ซึ่งแม่ลูกสามก็เคยเห็นมากับตา และยังต้องเตือนสติแม่ไข่ปลาอยู่บ่อยๆว่า "น้องต่อ โอปเค้าถือมีดอยู่นะ" โอปก็จะตอบอย่างใจเย็น เสียงต่ำๆว่า "ไม่เป็นไรหรอกพี่วิตตี้ มีดผมคม" ประมาณว่า โดนเข้าไปก็ไม่รู้สึกหรอก แถมแผลก็สวย บรึ๊ยยยย
เอ๊...ไหงมาเรื่องนี้ได้ วกกลับไปเรื่องเมนูของพ่อไข่ปลาต่อละกัน

สำหรับปาร์ตี้แรก พ่อไข่ปลาทำ Fusilli Bolognese (ชื่อฝรั่งนี่มันไฮโซจริงๆ) หรือเรียกอีกอย่างนึงว่า พาสต้าเส้นเกลียวซ้อสหมู (ทำไมพอเป็นภาษาไทยแล้วมันบ๊านบ้าน) เรื่องของเรื่องคือ เมื่อประมาณเดือนกว่าๆมาแล้ว พ่อไข่ปลาได้มะเขือเทศมาถุงนึง ตั้งใจมากว่าจะเอามาทำซ้อส และจะแยกเป็นถุงๆไว้ในฟรีซเซอร์ เพื่อที่ว่าเวลาแม่ไข่ปลาหิว แค่เอา่เนื้อสัตวใส่์ลงไปเคี่ยวอีกแป๊บนึง ก็กินได้แล้ว หึหึ ผ่านไปเป็นเดือน ถุงซ้อสอยู่ครบ พ่อไข่ปลาบ่นแทบทุกวันว่าเมื่อไหร่จะทำกินเองมั่ง พอเพื่อนโทร.มานัด แม่ไข่ปลาเลยได้โอกาสเหมาะ ออกไอเดียกลโกงไปว่า "ฮันนี้ทำพาสต้าไปสิ" แถมยัง(กล้า)พูดต่อไปอีก "มีซ้อสอยู่แล้วนิ ใส่เนื้อไปอีกแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว" สำมะเร็จ (ไม่รู้ว่าหลงกลจริงๆหรือขี้เกียจด่าเราก็ไม่รู้) ฮันนี้ก็ออกไปซื้อหมูสับ เพราะเพื่อนคนนึงไม่กินเนื้อ แล้วก็กลับมาทำซ้อสหมูหม้อเ้บ้่อเริ่ม (ก็เอาถุงเล็กๆมาใส่รวมกันนั่นแหล่ะ) พร้อมลวกเส้นเกลียวอีก 2 ห่อใหญ่ ที่เลือกเส้น fusilli เพราะนอกจากจะกินง่ายแล้ว ยังชอบที่ซ้อสมันไปอยู่ตามเกลียวของเส้น เวลาตักใส่ปากก็เลยจะได้ทั้งรสชาติของเส้นและของซ้อสพร้อมๆกัน (มีหลักการนะเนี่ย) จะชมฝาละมีตัวเองตรงๆก็เกรงใจ แต่เอาเป็นว่า ตอนแยกย้ายกันกลับบ้าน เพื่อนๆแย่งกันจะใส่กล่องไปฝากลูกฝากเมียที่บ้านกันยกใหญ่ ทำเอาพ่อไข่ปลาหน้าบานอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนเบิร์ธเดย์ปาร์ตี้ของพี่เขย ตอนแรกพ่อไข่ปลาจะทำอาหารที่เข้ากับหน้าตา เนื้อย่างเกาหลี แล้วด้วยสัญชาติญาน(หรือสันดานก็ไม่รู้)แม่ไข่ปลารีบทักท้วงว่า "เนื้อน่ะ ทำไม่นานหรอก แต่จะเสียเวลาตอนที่ทำน้ำจิ้ม เพราะต้องปั่นนู่นปั่นนี่" (ตามล้างเครื่องครัวจนจำได้) พ่อไข่ปลาเลยหันมาถามด้วยหน้าตาเบื่อหน่าย "แล้วฮันนี้อยากกินอะไรอ่ะ" "อืม...(คิดนิดนึงพองาม) เนื้อผัดพริกไทยดำใส่ bell pepper" (แต่มีรีเควสท์ชนิดผัก) เข้าใจว่าพ่อไข่ปลาคงเห็นด้วย เพราะไม่เห็นพูดอะไร แต่งตัวออกไปซื้อ material กลับมา cook ใส่ container เอาไปกินที่บ้านพี่เขย แล้วก็ขายดีตามคาด วิดน้ำราดข้าวกันจนกันดาร ตอนแรกก็กังวลกันว่า เนื้อจะเหนียวมั๊ย เพราะปกติแล้วถ้าอยากจะได้เนื้อดีหน่อย ต้องไปซื้อที่วิลล่า แต่คราวนี้ไม่มีเวลา เลยไปซื้อเนื้อสันในจากท๊อปส์ ซึ่งนุ่มใช้ได้เลยทีเดียว

ที่บอกว่าของเหลือแบบหรู มันเป็นผลพวงมาจากการทำอาหารไปทั้งสองปาร์ตี้นี่แหล่ะ คือเื่มื่อวันก่อน แม่ไข่ปลางอแง ไม่อยากออกไปทานข้าวนอกบ้าน แล้วก็ไม่อยากจะสั่งอะไรมาทาน พ่อไข่ปลาเลยไปมุดๆอยู่แถวตู้เย็น ซักแป๊บก็ขนของออกมากองๆข้างนอก เลยรีบถามตามนิสัยเจ๋อทุกเรื่อง
"ฮันนี้จะทำอะไรเหรอ" คำตอบสั้นและได้ใจความว่า "ทำของเหลือ..มั่วๆเอา" มามุขนี้ เราเลยไม่รู้จะวิจารณ์ หรือค้านยังไงดี พอดียุ่งๆพริ้นต์งานอยู่ด้วย เลย(ฝืนใจ)ปล่อยพ่อไข่ปลาให้มั่วไปคนเดียว ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ก็มีอาหารของเหลือแบบหรูมาวางอยู่ข้างๆ หน้าตาแบบนี้...










เสต๊กเนื้อสันใน
โดยมี side dish เป็นพาสต้าผัดกับ
bell pepper ใส่เบค่อนและเห็ดหอม
(ของเหลือทั้งน้านนน)





แต่ก็ยังฟาดกันไม่เหลือซาก แบบนี้...



เฮ้อ...
เมื่อไหร่จะมีคนชวนไปปาร์ตี้อีกน้า
แม่ไข่ปลาจะได้มีลาภปากหรูๆแบบนี้อีก




เรื่องตอนนี้้ ไม่ต้องทำเนียนเอารูปห้องน้ำมาอวดอ้างเสน่ห์ปลายไม้ขัดกับแม่บ้านสูงวัย เอ้ย! สมองไวทั้งหลาย (อิอิ) แต่่เอาอาหารที่พ่อไข่ปลาทำมาอวดเท่านั้นเอง ซึ่งก็ยังไม่ใช่ฝีมือตัวเองอยู่ดี หุหุ

Sunday, April 27, 2008

แม่ไข่ปลากับเชื้อรา??

ตอนที่แล้วเล่าแค่ว่าคาเวียร์เป็นเชื้อรา ลืมเล่า(แก้ตัว)ว่าทำไมถึงไม่ได้อัพบล๊อกซะนาน
นอกจากที่จะต้องพาคาเวียร์ไปหาหมออาทิตย์ละ 2 ครั้ง ไม่ว่าจะเพื่อฉีดวัคซีนหลากหลายชนิด อาบน้ำ ทายา สู้กับเชื้อราและอาการภูมิแพ้ทางผิวหนังของลูกสาวสุดเลิฟแล้ว แม่ไข่ปลายังต้องไปออกกำลังกายอาทิตย์ละ 2 หน แ่ห่ะๆ พูดจาสร้างภาพดีมะ จริงๆแล้วไปทำกายภาพบำบัดต่างหาก เนื่องจากกระดูกคอเสื่อม อ๊ะ...อันนี้ไม่ได้ขึ้นอยูกับอายุนะคะ แต่เป็นที่พฤติกรรมส่วนบุคคล (ดีเฟนด์สุดชีวิต) ใครที่ชอบนั่งก้มหน้าอ่านหนังสือหรือทำงานกับคอมพิวเตอร์แล็พท๊อปนานๆ
อัตราเสี่ยงที่จะมีอาการนี้มีสูงมาก กระดูกคอของแม่ไข่ปลาเสื่อมไป 2 ข้อ
แถมแนวกระดูกก็ผิดรูป เลยโดนไปพบหมอกับทำกายภาพซะ 12 หน เรื่องค่าเสียหายไม่ต้องพูดถึง ตูดปอดหัวแบะไปเป็นเดือน ก่อนจะนอกเรื่องไปกว่านี้ สรุปว่า แม่ไข่ปลามัวแต่ยุ่งกับการพาตัวเองกับลูกสาวเข้าออกคลีนิคก็เลยอัพบล๊อกช้า
แต่ตอนนี้ตัวแม่หมดคอร์ส (และหมดตัว)แล้ว เลยมีเวลามากขึ้น งั้นเรามาเข้าเรื่องเชื้อรากันต่อดีกว่าเน๊อะ

พอรู้ว่าสาเหตุของการเป็นเชื้อราของคาเวียร์จนทำให้เจ้าหล่อนขนหูหายและหางหลิมแล้ว พ่อแม่ไข่ปลาก็ขะมักขะเม้นกับการไล่จับลูกออกจากห้องน้ำ จะปิดห้องน้ำตลอดก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวอับ จะปิดเฉพาะเวลาที่ต้องปล่อยเค้าอยู่บ้านคน เอ้ย ตัวเดียว จากกิจกรรมไล่จับนี้ เรายังได้ค้นพบฤทธิ์เดชอีกอย่างหนึ่งของลูกสาวตัวแสบ นั่นคือ Selective Hearing เธอเลือกที่จะได้ยินในสิ่งที่เราสั่ง ถ้าคุณเธอกำลังปีนผ้าม่าน จะเขมือบขาเก้าอี้หรือแทะเล็มสายไฟ (แสบมะ) แล้วพ่อกับแม่ไข่ปลาทำเสียงดังๆใส่ว่า่ "แน่ะๆ" เธอก็จะหยุด แต่ถ้าคุณเธอกำลังจะเดินเข้าห้องน้ำ ต่อให้เราทำเสียงขู่ดังโหวกเหวกขนาดไหน เจ้าหล่อนก็จะทำหู(ซึ่งไร้ขน)ทวนลม หนวกกระทันหัน เดินเนิบๆเข้าไปซะงั้น ไม่วิ่งด้วยนะ เพราะเดี๋ยวจะแสดงว่าได้ยินว่าเราห้าม เดือดร้อนเราต้องลุกไปอุ้มออกมาวันละไม่รู้กี่รอบ นอกจากนี้ กิจกรรมการป้อนยาก็ทำเอาแม่ไข่ปลาเหงื่อตก เพราะเคยแต่ป้อนยาน้องหมา เก้ๆกังๆงงๆกันทั้งแม่ทั้งลูก จริงๆแล้วหมอยังยุให้หัดอาบน้ำเองด้วยนะ ไม่ไหวอ่ะ...แม่ไข่ปลาฯขอฝึกทีละอย่างละกัน

และแล้วความพยายามของพ่อแม่ไข่ปลาก็สัมฤทธิ์ผล ขนที่หูคาเวียร์ขึ้นมาอย่างสวยงาม ที่หางก็ดีขึ้น ยังเหลือตรงปลายหน่อยนึง แต่...ในขณะที่อาการของลูกดีขึ้นตามลำดับ แม่ไข่ปลาเริ่มสังเกตว่า มีตุ่มแดงๆขึ้นที่ข้างลำตัวช่วงบนด้านซ้าย ตอนแรกก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะตัวเองแพ้นู่นแพ้นี่อยู่บ่อยๆ แต่มันคันคะเยอมากกก พยายามจะไม่เกาแล้ว แต่บางทีก็ลืม จากตุ่มเล็กๆ มันเริ่มตีวงแผ่กว้างออกเรื่อยๆ
ด้วยความที่เคยถามหมอต้อมแล้วว่าคนจะติดเชื้อราจากแมวมั๊ย หมอบอกว่าไม่ติด เราเลยไม่คิดว่าเป็นเชื้อรา จะไปหาหมอผิวหนังก็ยังขี้เกียจอยู่ เลยใช้วิธีเข้า google แล้วหาอาการของโรคผิวหนัง เอาล่ะสิ ไหงมันอาการเหมือนกลากเกลื้อน ลูกเป็นเชื้อรา แม่จะมาเป็นกลากเกลื้อนอีกเหรอเนี่ย อยู่เฉยไม่ได้ละ ไปให้หมอผิวหนังเค้าวินิจฉัยให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

หลังจากถลกเสื้อให้คุณหมอผิวหนังที่รพ.เซ็นต์หลุยส์ดูวงงามๆข้างลำตัวได้ไม่ถึง 5 วิ คุณหมอยิงคำถามทันที "เลี้ยงแมวรึเปล่าคะ?" หึๆ หมอไม่ต้องพูดต่อ ก็รู้ชะตากรรมตัวเองแล้ว เชื้อราค่ะคุณขา ติดจากลูกสาวตัวแสบนั่นแหล่ะ
แล้วหมอนะ เขียนในประวัติว่าเป็นเชื้อราที่ติดจากแมว แต่เขียนมาในใบรับรองแพทย์ที่ต้องเอาไปเบิกที่ทำงานว่า "เป็นเชื้อราที่ลำตัว" ไม่ได้ห่วงภาพลักษณ์ของเราเล๊ย ตอนเอาไปยื่นที่ทำงาน ต้องรีบอธิบายเป็นพัลวัน

แน่นอน เพื่อคลายข้อกังขา แม่ไข่ปลากลับไปบอกหมอต้อมว่า ติดเชื้อราจากคาเวียร์ หมอก็ไม่ได้แสดงอาการแปลกใจแต่อย่างใด แถมพูดออกมาซื่อๆว่า "ถ้าคนมีภูมิต่ำ ก็อาจจะติดได้" เวรกรรมของแม่ไข่ปลาอีกแล้วที่มีภูมิต่ำ เอ๊?? รึว่าหมอเค้าหมายถึงภูมิปัญญา

หลังจากกินยาและทายากันเป็นกระจาดมาเป็นเดือนทั้งตัวแม่ตัวลูก ตอนนี้เราสองคนปลอดเชื้อราแล้วนะคะ และมีรูปงามๆมาฝากค่ะ










ปล. สังเกตที่ปลายหางคาเวียร์
เหลือแค่ไอ้ปล้องนั้นที่ยังเป็น
ผิวหนังอักเสบอยู่
แต่รับรองว่าไม่ใช่เชื้อรา
เพราะแม่ไข่ปลาเชี่ยวชาญ
เรื่องนี้มาก มาจาก
ประสบการณ์ตรงเลยล่ะ


รูปพวกนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 16 เม.ย. 51
2 วันก่อนคาเวียร์จะอายุ 3 เดือนเต็ม















Friday, April 25, 2008

เชื้อรากับคาเวียร์!!!

โอ้ว มายกู๊ดเน็สสสสสส แม่ไข่ปลากรี๊ดลั่นบ้าน ปากสั่น เหงื่อออกท่วมมือ
จะไม่ให้แม่ไข่ปลา(คาไห)ไฮโซสติแตกได้อย่างไร ก็ขนที่หูคาเวียร์หลุดออกมาทั้งแผง!!

---เมื่อ 5 นาทีที่แล้ว---
แม่ไข่ปลากำลังขัดสีฉวีวรรณคาเวียร์ตามที่ได้อ่านตำรามา
หวีขนทุกวันจะได้สลวย เช็ดหน้า เช็ดตา จะได้ไม่มีคราบน้ำตาถาวร
เช็ดไปเช็ดมา ถูไปถูมา "หือ!!" (แม่ไข่ปลาตาเหลือกเล็กน้อย แล้วเริ่มควบคุมสติไม่ได้)
ขนที่หูข้างซ้ายของคาเวียร์หลุดมาเป็นแผง เหลือแต่หนังหูล้วนๆ ตอนนั้นอย่างแรกที่คิดคือ...อย่าบอกนะว่าเป็นขี้เรื้อน เพราะเคยได้ลูกหมามา แล้วเป็นขี้เรื้อนชนิดที่รักษาไม่หาย พยายามอยู่ครึ่งปี ท้ายที่สุดก็ต้องให้หลับไป
เพราะไม่อยากให้เค้าทรมาน เศร้ามากกก ถ้าคาเวียร์จะเป็นแบบนั้นอีก ต้องขาดใจตายแน่

พอตั้งสติได้ ก็โทร.ไปหาเจ้าของที่รับฝากแมวที่เคยตีซี้ไว้ เล่าอาการให้เค้าฟัง เค้าก็วินิจฉัยจากประสบการณ์ว่า น่าจะเป็นเชื้อรา เพราะเป็นโรคฮิตติดอันดับของลูกแมว
แต่ถ้าจะให้แน่ใจ ให้พาไปหาหมอ ซึ่งพี่เค้าก็ให้ทั้งเบอร์โทร.และบอกทางให้ด้วย
แม่ไข่ปลาก็จับคาเวียร์ใส่ตะกร้า บึ่งไปหาหมอทันที

หมอต้อมคอนเฟิร์มค่ะ เชื้อรา 100% แม่ไข่ปลางงสุดชีวิต ทำไมล่ะ ไม่เข้าใจ
เรารักษาความสะอาดแล้วนะ หมอก็ซักฟอกพ่อแม่เป็นการใหญ่ พยายามหาสาเหตุของการเป็นเชื้อรา
บิงโก!! ต้นตอของปัญหาคือ ปล่อยให้คาเวียร์นอนในห้องน้ำ ด้วยความที่ด้อยประสบการณ์และปัญญา์ ไอ้เราก็กลัวลูกจะร้อน เห็นว่าชอบเดินไปนอนในห้องน้ำ เราก็ปล่อย ตามสบายเลยลูก แถมเวลาไม่อยู่บ้าน
ก็เปิดประตูห้องน้ำไว้ให้อีก ส่งเสริมกันเข้าไป (เข้าข่ายพ่อแม่รังแกฉันมั๊ยเนี่ย?)

อ่ะ โล่งอก เรารู้สาเหตุละ คราวนี้ก็ป้องกันได้ แต่หมอก็มาพูดให้ใจแป้วอีก
"เชื้อราเนี่ย จะรักษาให้หาย มันใช้เวลานะ ต้องอดทน"
ไม่เป็นไร แม่ไข่ปลาสู้ตาย จะให้ทำอะไร ขอให้บอกมา
"ป้อนยาทุกวัน ทายาทุกวัน พามาอาบน้ำอาทิตย์ละ 2 หนนะคะ"
(นี่ยังไม่รวมการฉีดวัคซีนต่างๆ) เอาฟะ เป็นไงเป็นกัน เพื่อความงามลูกสาว
ก่อนกลับ ด้วยความห่วงสวยของตัวเอง ก็ถามหมอว่าเชื้อราเนี่ย มันติดคนมั๊ย
"ไม่ติดหรอกค่ะ เนี่ย หมอก็นอนกับแมวตั้งหลายตัว"
ไม่ใช่อะไรหรอก กลัวคนอื่นจะไม่กล้าเข้าใกล้คาเวียร์

เรื่องมันไม่จบแค่นั้นสิคุณขา เป็นเชื้อราอย่างเดียวยังไม่สะใจ ชีวิตมันยังง่ายไป
วันรุ่งขึ้น ขณะทายาอยู่ แม่ไข่ปลาไปจับหางคาเวียร์ "หือ!!" (นึกในใจ งานเข้าอีกแล้วตู)
เนื้อหางมันขรุขระ แข็งๆ ประปรายตั้งแต่โคนยันปลายหาง จะว่าเชื้อราก็อาการไม่เหมือน โทร.หาหมอต้อมดีกว่า แล้วก็ตามคาด แม่ไข่ปลาต้องมาแพ็คคาเวียร์ลงตะกร้า
กระเตงไปหาหมอทันที หลังลูบคลำแล้ว หมอต้อมก็วินิจฉัยว่า "อ๋อ...ไม่ใช่เชื้อราหรอก
เป็นภูมิแพ้... แต่ก็บอกไม่ได้หรอกนะว่าเค้าแพ้อะไร ลูกแมวน่ะ ภูมิต่ำ แพ้ง่าย"
(เวรกรรม) แล้วหมอก็พ่นต่อว่า "ใช้ยาเดียวกันก็ได้นะ แต่ เอ๊ะ.." (อะไรอีกล่ะ)
"เป็นที่หางเนี่ย เดี๋ยวเค้าเลีย เอายาม่วงไปทาดีกว่า ทาที่หูด้วยก็ได้นะ
..อีกอย่างนึง..." (ว่ามา ตูทำใจละ) "ตัดขนที่หางออกดีกว่า จะได้ทายาง่ายๆ เวลาอาบน้ำ ผิวหนังจะได้โดนแชมพูยาเยอะๆ" จริงๆแล้ว แม่ไข่ปลาตาลายหูอื้อตั้งแต่คำว่าตัดขน
โกโซบิ๊กแล้วลูกไข่ปลาฉัน แต่...ก็อยากให้เค้าหายเร็วๆ "โอเคค่ะหมอ" ปริบ ปริบ

และนี่คือสภาพของคาเวียร์ในวันนั้น น่าสงสารมากกกกกก















เพื่อนบางตัวดันมาถามว่า "แกแน่ใจนะว่ามันจะไม่ลามจากหางขึ้นมาหัว" ใจร้ายยยยย
อีกคนก็เสริม "หรือจะจากหูไปหางวะ" แม่ไข่ปลาทนไม่ไหว เลยสวนไปว่า
"จากไหนไม่รู้ล่ะ แต่ลามไปหัวพวกแกชัวร์" หุหุ สรุป...แม่ไข่ปลาใจร้ายสุด
ช่วยไม่ได้ มาว่าลูกสาวไฮโซฉันก่อน

.....เชื้อรากับคา์เวียร์ยังไม่จบแค่นี้ โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ.....

Thursday, April 10, 2008

ไข่ปลาย่องงีบ (หลับกระจุยภาค 2)

มาแว๊ววว ภาค 2 ของน้องไข่ปลาหลับกระจุย คราวนี้ไม่ต้องรอให้เจ้าป้า้มาทวง และอาจจะไม่อินเทรนด์กับเทศกาลประกวดอาหารจานเด็ดของสมาคมแม่ศรีเรือน
แต่อย่างว่า ความอยากอวดลูกสาวมันไม่เข้าใครออกใครนิ อ่ะ ขอเริ่มเลยละกัน

นอกจากคาเวียร์จะชอบหลับเป็นชีวิตจิตใจแล้ว สาวเจ้ายังมีนิสัยอีกอย่างหนึ่งที่น่ารักน่าชัง
และบางทีก็น่ารำคาญ นั่นก็คือ การย่องประชิด เวลาเรียกให้มาหา แทนที่จะรีบวิ่งมา
หรือค่อยๆเดินมา คาเวียร์ก็จะค่อยๆย่องเข้ามาหา ประหนึ่งว่า เราไม่เห็นเค้า
ทั้งๆที่ก็จ้องหน้ากันอยู่นั่นแหล่ะ ที่บอกว่าบางทีก็น่ารำคาญเพราะ เวลาเราปิดไฟห้องรับแขก
แล้วเรียกเข้าห้องนอน คุณเธอก็ย่องเป็นกิโล ไอ้เราก็โ-ตรง่วง แต่ต้องรอมันเข้ามาก่อน
ถึงจะปิดประตูนอนได้ พ่อกับแม่แทบจะหอบผ้าหอบผ่อนไปนอนรออยู่ที่ประตู

งีบกับย่อง ฟังดูค่อนข้างจะธรรมดาสำหรับแมว แต่คาเวียร์มันเอามารวมกันนี่สิ
เฮ้ออออ น่ารัก (ก็ลูกนิ ทำอะไรก็น่ารัก อิอิ) วันก่อนนู้น แม่ไข่ปลานั่งทำงานอยู่
เหลือบไปเห็นว่า คาเวียร์ไปเล่นอยู่ในห้องน้ำ ก็รีบเรียกให้มันออกมา
"ออกมาเร็ว คาเวียร์ มาเร็ว มาเร็วๆ มานี่" เป็นไปตามคาด เราจ้องหน้ากัน
แล้วคาเวียร์ก็ค่อยๆย่อง... ค่อยๆย่อง... ค่อยๆย่อง...
แม่ไข่ปลาหมดความอดทน ขี้เกียจจ้องหน้า เลยหันกลับมาทำงานกับคอมฯ
เวลาผ่านไปซักแป๊บ เอ๊ะ.. ทำไมยังย่องมาไม่ถึงซักที หันกลับไปดู และนี่คือสภาพที่เห็น




ที่แท้... ก็ย่องมาไม่พ้นห้องน้ำ หลับคาขอบประตู ปล่อยให้แม่นั่งรอเก้อ ลูกช่างประเสริฐจริง

(ในขณะที่สมาคมแม่ศรีเรือนประชันอาหารจานหรูกัน แม่ไข่ปลาเอาเรื่องคาเวียร์มาเล่าบังหน้า
จริงๆแล้ว แอบโชว์ห้องน้ำ อวดทักษะการการเช็ดล้าง ใครจะมาร่วมประชันบ้างมั๊ยเ่อ่ย)

เพื่อให้เข้ากับเทศกาล แม่ไข่ปลาขออวยพรให้ทุกคนสุขสันต์วันสงกรานต์ด้วยรูป
การอาบน้ำครั้งแรกของคาเวียร์ แฮปปี้ ฮอลิเดย์ ทู ยู ออล นะค๊าาาา


Monday, April 7, 2008

ไข่ปลาหลับกระจุย

ตอนแรกตั้งใจว่าจะมาเขียนเรื่องของเล่นไฮโซโชว์ออฟของน้องไข่ปลาคา์เวียร์ แต่เปลี่ยนใจละ พอดีไปดูรูปที่ถ่ายจากมือถือ เห็นว่าเป็นรูปตอนคาเวียร์หลับซะเยอะ กอปรกับมีเวลาอัพบล๊อกแป็บเดียว เลยมาเขียนเรื่องน้องไข่ปลานอนกินบ้านกินเมืองดีกว่า

เรื่องมีอยู่ว่า 1วันหลังจากไปรับคาร์เวียร์มา แม่ไข่ปลาต้องออกไปทำธุระ ก่อนออกจากบ้าน แม่ใหม่หัดเลี้ยงแมว ก็จัดแจงทุกอย่างเพื่อให้คาเวียร์ไม่รู้สึกเหงา เปิดทีวีช่อง 3 (กลัวลูกยังฟังภาษาอังกฤษไม่ออก แล้วจะงอแง) เปิดพัดลม เปิดม่าน เปิดประตูห้องน้ำไว้ (พื้นห้องน้ำเย็นๆ ลูกจะได้ไปนอนเวลารู้สึกร้อน ซึ่งอันนี้เป็นความคิดที่ผิดมหันต์ แล้วจะมาแฉในคราวต่อไป) เอาของเล่นมากระจายบนพื้น (เพื่อลูกจะได้เลือกเล่น) กว่าจะออกจากบ้านได้ แม่ก็หน้ามันพอดี

ช่วงที่อยู่ข้างนอก แม่ไข่ปลาก็คิดถึงแต่คาเวียร์ตลอด เป็นห่วงว่าจะอยู่ตัวเดียวไม่ได้ จะร้องมั๊ยน๊า จะเหงามั๊ยน๊า คิดไปเรื่อยเปื่อย ถึงขั้นว่าตัดธุระออกไปอย่างนึง เพื่อที่จะได้กลับบ้านเร็วขึ้น (จริงๆแล้ว รวมเวลาที่ออกไปทั้งหมดก็ประมาณ 3 ชั่วโมงเท่านั้น) พอกลับมาถึงคอนโด ตอนไขกุญแจก็คิดว่า เปิดประตูเข้าไปต้องเจอคาเวียร์รออยู่เป็นแน่แท้ แต่...ว่า่งเปล่า ไร้ซึ่งเงาของแมวฝรั่ง แม่ไข่ปลาก็เลยเริ่มเรียกร้องหาลูก "ค๊าเวียร์~~~~~~ ข่าเวียร์~~~~~~"
(เอาทุกสำเนียงเท่าที่นึกได้ เพราะไม่มั่นใจเชื้อสายที่มาของลูก) ร้องเรียกอยู่ซักพักไอ้ลูกตัวแสบก็เดินออกมาด้วยหน้าตาอย่างนี้เดี๊ยะ


ดูจากหน้าตาแล้ว แม่ไข่ปลาขอเดาว่า มันคงด่าอยู่ในใจ ประมาณว่า "ใครปลุกตูฟะ!?!" ไอ้คนร้องเรียกเห็นหน้าแบบนี้แล้วรู้สึกผิดกระทันหัน ได้แต่ขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ "คราวหน้าแม่จะเข้ามาเงียบๆจ้ะลูก ขอโทษที่รบกวนจ้า"กรู...หลงห่วงซะตั้งนาน อุตส่าห์รีบกลับมา ดันมาเจอแมวทำหน้าตารำคาญใส่อีก เดี๊ยะ เตะโด่งกลับคลอง 6 ซะเลย (อุ๊ย! รู้พื้นเพหมดเลย)

หลังจากนั้น จากการดูพฤติกรรมของไอ้ เอ้ย น้องคาเวียร์ พ่อกับแม่ไข่ปลาก็ได้ค้นพบทักษะอย่างนึงของลูก "หลับกระจุย" (ในขณะที่น้องธีร์แดนซ์กระจาย) แมวคนอื่นก็คงมีทักษะนี้เหมือนกัน แต่แม่ไข่ปลาขอ proudly present ลีลาลูกสาวค่ะ


see? ไม่ให้มาอวดได้ยังไง จะนอนหงาย จะคว่ำ จะตะแคง หรือจะหัวทิ่ม คาเวียร์ก็บ่ยั่น หลับได้ทุกสถานการณ์ และขอทิ้งท้ายเรื่องตอนนี้ด้วยที่นอนโปรดของคาเวียร์อีกที่นึงค่ะ


ที่แอ่งใจกลางระหว่างหน้าอก (อันอวบอิ่ม) และพุง (อันกลมมน) ของพ่อไข่ปลาไฮโซ คนนี้นี่เองงงงงง